วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

บทที่ 6 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

 ไปรษณีย์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)         จดหมายอีเลกทรอนิกส์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า อีเมล์(E-mail) หมายถึง จดหมายหรือข้อความที่ส่งถึงกันผ่านระบบเครือข่าย เราสามารถส่งจดหมายไปให้ผู้รับซึ่งเป็นสมาชิกของระบบอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา จดหมายจะส่งถึงปลายทางอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที หรืออาจจะส่งจดหมายฉบับเดียวไปถึงผู้รับหลายคน ในเวลาเดียวกันก็ได้ ทั้งผู้รับและส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีที่อยู่เพื่อใช้ในการอ้างอิงการส่งและรับจดหมาย ที่อยู่สำหรับการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยสองส่วนคือ รหัสผู้ใช้หรือ UserID ซึ่งจะได้รับจากผู้ให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนที่สองคือชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการบริการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ HostName โดยรูปแบบการเขียนจะเริ่มต้นด้วย UserID คั่นด้วยเครื่องหมาย '@' ตามด้วย HostName ดังนี้ userid@hostname ตัวอย่างเช่น u9999999@dusit.ac.th หมายถึงผู้ใช้มี UserID เป็น u9999999 และเป็นสมาชิกอยู่ที่ Host ชื่อ dusit.ac.th เป็นต้น
         จุดเด่นของอีเมล์ คือ สามารถติดไฟล์ไปกับอีเมล์ได้ ซึ่งไฟล์ที่ติดไปนั้นอาจจะเป็นไฟล์ภาพ ไฟล์โปรแกรม หรือไฟล์ข้อมูลก็ได้ เมื่อคุณส่งอีเมล์ไปมันจะวิ่งไปยังปลายทาง ในแทบจะทันที ไม่ว่าปลายทางจะอยู่ห่างจากออไปใกล้เพียงฝ่ามือหรือไกลสุดขอบโลกก็ตาม
         ข้อดีของอีเมล์ในสิ่งนี้ทำให้ผู้ที่ต้องติดต่อกับบุคคลในต่างประเทศนิยมที่จะติดต่อผ่านทางอีเมล์ เพราะว่าราคาถูก สะดวดรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง มีผู้รู้หลายท่านคาดการณ์ว่าต่อไปนามบัตรของผู้คนจะต้องมีอีเมลืแอดเดรสกันทุกคนเช่นเดียวกับที่ต้องมีหมายเลขแฟกซ์ขององค์กรไว้ในนามบัตรยังไงยังงั้น

รูปแบบของอีเมล  และอีเมลแอดเดรส
อีเมล์คือวิธีการติดต่อสื่อสารด้วยตัวหนังสือ แทนการส่งจดหมายแบบกระดาษ โดยใช้การส่งข้อมูล












ในรูปของสัญญาณข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จากเครื่องหนึ่งไปยังผู้รับอีกเครื่องหนึ่ง
อีเมล์แอดเดรส ( E- mail Address) คือ ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต หรือที่อยู่ของตู้จดหมายของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ใช้สำหรับบอกตำแหน่งของผู้รับว่าอยู่ที่ไหน เช่น somchai@hotmail.com
ส่วนประกอบของอีเมล์แอดเดรส ประกอบด้วย ส่วนสำคัญ ดังตัวอย่างนี้
    1. ชื่อบัญชีสมาชิกของผู้ใช้เรียกว่า user name อาจใช้ชื่อจริง ชื่อเล่น หรือชื่อองค์กร ก็ได้
    2. ส่วนนี้ คือ เครื่องหมาย @ ( at sign) อ่านว่า แอท
    3. ส่วนที่สาม คือ โดเมนเนม (Domain Name) เป็นที่อยู่ของอินเทอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์ที่เราสมัครเป็นสมาชิกอยู่ เพื่ออ้างถึงเมล์เซิร์ฟเวอร์
    4. ส่วนสุดท้ายเป็นรหัสบอกประเภทขององค์กรและประเทศ ในที่นี้คือ .co.th โดยที่ .co หมายถึง commercial เป็นบริการเกี่ยวกับการค้า ส่วน .th หมายถึง Thailand อยู่ในประเทศไทยรหัสบอกประเภทขององค์กร คือ
    1. .com = commercial บริการด้านการค้า
.edu = education สถานศึกษา
.org = orgnization องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร
.gov = government หน่วยงานรัฐบาล
.net = network หน่วยงานบริการเครือข่าย
ตัวอย่าง e-mail address
stg@mail.ians.navy.mi.th somchai@access.inet.co.th somchai@ku.ac.th
การลงทะเบียนขอ e-mail address
ผู้ใช้บริการสามารถลงทะเบียนขอ e-mail address ได้จาก เว็บต์ที่ให้บริการทั้งแบบที่เสียค่าใช้จ่ายและฟรี เว็บไซต์ที่ให้บริการอีเมล์ฟรี ได้แก่ www.yahoo.com , www.thaimail.com , www.hotmail.com 
การรับส่ง e-mail มีองค์ประกอบดังนี้
-เว็บไชต์ที่ให้บริการรับส่ง e-mail เปรียบเหมือนที่ทำการไปรษณีย์
- e-mail address ของผู้ส่ง
- e-mail address ของผู้รับ

ประเภทของ e-mail
อี-เมล์ (E-mail) ย่อมาจาก Electronic mail (แปลว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์) หมายถึงการสื่อสารหรือการส่งข้อความ โน้ต หรือบันทึกออกจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ผ่านไปเข้าเครื่องปลายทาง (Terminal) หรือเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งโดยส่งผ่านทางระบบเครือข่าย (Network) ผู้ส่งจะต้องมีเลขที่อยู่ (E-mail address) ของผู้รับ และผู้รับก็สามารถเปิดคอมพิวเตอร์เรียกข่าวสารนั้นออกมาดูเมื่อใดก็ได้ โดยปกติ จะไม่มีการพิมพ์ข้อความหรือข่าวสารนั้นลงแผ่นกระดาษ นับว่าเป็นการประหยัดกระดาษไปได้ส่วนหนึ่ง โดยทั่วไป ถือกันว่าเป็นงานส่วนหนึ่งของสานักงานอัตโนมัติ (Office automation) ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอันมาก
E-mail คือ จดหมาย ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ บางแห่งใช้เฉพาะภายใน บางแห่งใช้เฉพาะภายนอกองค์กร (สาหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Internet) การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม Word จากนั้นก็คลิกคาสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า Email Address เป็นหลักในการรับส่ง
ประเภทของ e-mail
e-mail มี 3 ประเภท คือ
1. POP (Post Office Protocol Version)
POP จะมีการทำงานในแบบที่เรียกว่า Offline Model กล่าวคือเวลาทำงาน E-mail Client จะเชื่อมต่อกับ Mail Server จากนั้นจะ Download และลบ E-mail ออกจาก Server หรือ Download เพียงอย่างเดียวแล้วทิ้ง E-mail ไว้บน Server ภายหลังจากที่ E-mail ถูก Download มาที่เครื่อง Client เรียบร้อยแล้ว Client จะตัดการเชื่อมต่อออกจาก Server หลังจากนั้น E-mail จะถูก Process ที่เครื่อง Client ทั้งหมด ข้อได้เปรียบของการทำงานแบบนี้ก็คือ Client แต่ละเครื่องใช้เวลาในการเชื่อมต่อกับเครื่อง Mail Server น้อยมากอีกทั้งยังต้องการเนื้อที่เก็บ E-mail บน Server น้อยด้วยเช่นกัน แต่ข้อเสียก็คือไม่สามารถอ่าน E-mail จาก Client เครื่องอื่นได้อีกหากว่าเรา Set ให้ลบ Mail บน Server หลังจาก Download เสร็จ หรือ ไม่สามารถบอกได้ว่า Mail ฉบับไหนเคยอ่านไปแล้วบ้าง หากเรา Set ค่าแบบ ให้ทิ้ง E-mail ไว้บน Server อีกประการหนึ่งคือเครื่อง Client จะต้องมีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากเป็นผู้ Process E-mail ด้วยตนเอง
2. IMAP (Internet Message Access Protocol Version)
IMAP จะมีการทำงานในแบบที่เรียกว่า Online Model ผสานกับ Disconnected Model กล่าวคือ การจัดการและการ Process E-mail ทั้งหมดจะถูกจัดการที่ Server เพียงอย่างเดียว Client มีหน้าที่เพียงแค่อ่าน E-mail หรือส่งคำสั่งไป Process E-mail บน Server เท่านั้น แบบนี้มีข้อดีก็คือท่านสามารถอ่าน E-mail จากที่ใดก็ได้ เนื่องจาก E-mail จะถูกเก็บอยู่ใน Server เสมอ และจะมีสถานะบอกด้วยว่า E-mail ฉบับใดมาใหม่ ฉบับใดมีการอ่านหรือตอบกลับไปแล้ว แต่ข้อเสียก็คือ Server จะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง และในระหว่างการอ่านหรือ Process E-mail เครื่อง Client จะต้องเชื่อมต่อกับ Server ตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำงานได้ช้ากว่าแบบ POP
3. WEB Based
Web Base Mail เช่น อีเมล์ของ hotmail.com, chaiyo.com ซึ่งหากต้องการใช้งานอีเมล์เหล่านี้ จะต้องใช้งานโดยผ่านทางเว็บบราวเซอร์ เช่น Internet Explorer, Firefox ก็สามารถเข้าเช็คอีเมล์หรือเขียนอีเมล์ได้อย่างสะดวก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเสมอไป เพราะโปรแกรมอีเมล์ดังกล่าวได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Web-based Application ที่ใช้โปรแกรมเว็บบราวเซฮร์เป็นเครื่องมือในการเปิดโปรแกรมใช้งาน จึงทำให้โปรแกรมอีเมล์สามารถทำงานได้เหมือนกับการเข้าไปดูเว็บไซต์ทั่วไป
ข้อดีของ POP คือ
  1. อยู่ในเครื่อง อ่านเมื่อไรก็ได้
  2. Offline จึงเร็ว
  3. Upload ครั้งเดียว สั่ง Disconnect ได้

ข้อเสียของ POP คือ
  1. ถ้า Download มาแล้ว จะไม่อยู่ใน server
  2. ผู้ให้บริการที่มีชื่อ ดี ๆ มีน้อย
  3. จำกัดว่าต้อง อ่านกับเครื่องที่ setup ไว้
ข้อดีของ IMAP คือ
  1. เปิดที่ใดก็ได้ ที่มีโปรแกรมสำหรับ IMAP อยู่
  2. ไม่มี banner กวนใจเหมือน Web based
  3. ทำงานได้เร็ว ในรูปแบบ Online
  4. Attach file ได้ง่าย
ข้อเสียของ IMAP คือ
  1. ถ้าการเชื่อมต่อช้า การติดต่อก็จะช้าไปด้วย
  2. ต้องมีโปรแกรมที่ใช้ในการนี้ ในเครื่องที่ใช้
  3. มีลูกเล่นไม่มาก นอกใช้ function หลักสำหรับ mail
ข้อดีของ WEB Based คือ
  1. ใช้ browser ตัวใดก็ได้ เปิดอ่าน mail
  2. เปิดจากเครื่องใดก็ได้ที่ มีโปรแกรม browser
  3. มักมีบริการเสริมหลายอย่างประกอบ เช่นดูด pop ได้
ข้อเสียของ WEB Based คือ
  1. ช้าเพราะมีระบบ graphic ใน sponsor มาก
  2. บางเว็บที่ให้บริการมีปัญหาภาษาไทย
  3. มักช้ากว่าการเปิด mail แบบอื่น
ขั้นตอนการขอใช้บริการ PDFพิมพ์อีเมล
เขียนโดย Administrator
วันจันทร์ที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๐๘:๐๑ น.
ขั้นตอนการขอใช้บริการ
  1. ทำการของบัญชีผู้ใช้งานที่สำหนักคอมพิวเตอร์(ระบบจะทำการสร้างบัญชีผู้ใช้งานจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ที่ ๆ ต้นชั่วโมง ดังนั้น ถ้าขอบัญชีตอน 11:05 จะสามารถใช้งานได้ในเวลาประมาณ 12:10 เป็นต้น)
  2. ทำการเปลี่ยนรหัสผ่าน โดยใช้บัญชีผู้ใช้งานของสำนักคอมพิวเตอร์
    1. ทำการเปลี่ยนได้ที่ http://mail.buu.ac.th/ChangePasswd.aspx
    2. ทำการเปลี่ยนได้ที่เครื่องที่สำนักคอมพิวเตอร์ให้บริการโดยการกด Ctrl + Alt + Del แล้วเลือก Change Password
  3. เมื่อทำการเปลี่ยนรหัสผ่านแล้วจะสามารถใช้งานได้ที่ WindowsLive
    • โดยอีเมล์จะเป็น รหัสนิสิต@live.buu.ac.th
    • รหัสผ่านจะเป็น รหัสผ่านที่นิสิตกำหนดขึ้นมา

การเขียนเขียนและส่งจดหมาย

ขั้นที่ 1 นำ Mouse ไป Click ที่ Compose ขั้นที่ 2 หลังจากเลือก Compose แล้ว หลังจากนั้นมีวิธีการ ดังนี้
- หลังคำว่า To: ให้ใส่ชื่อ E-Mail ของคนที่เราต้องการจะส่ง Mail ไปหา หากต้องการส่งไปให้หลายคน ให้ใช้เครื่องหมาย Comma (,) คั่นระหว่าง E-Mail address ของแต่ละคน
- หลังคำว่า Subject: ให้ใส่ชื่อเรื่องของ E-Mail ของเรา หรืออาจจะไม่ใส่ก็ได้
- ในช่อง CC: เป็นการทำสำเนา (Carbon Copy ) ของ Mail ไปถึงผู้รับ โดยการใส่ชื่อ E-Mail ของคนที่เราต้องการส่ง Mail ไปให้ (เพิ่มเติมจากใน To: )
- ในช่อง Bcc: เป็นการทำสำเนาแบบ Blind Carbon Copy ใช้ในกรณีที่ต้องการส่ง E-Mail ถึงบุคคลอื่น โดยบุคคลที่เราส่ง E-Mail ไปให้ใน To: และ CC: จะไม่ทราบว่าเราส่งไปให้บุคคลนี้ด้วย
- ในกล่องใหญ่ในส่วนล่าง จะเป็นพื้นที่ในการเขียนข้อความที่เราต้องการที่จะส่ง
- เมื่อเขียนข้อความเสร็จแล้วให้นำ Mouse ไป Click ที่ปุ่ม “Send”
      วิธีการรับและส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)
      1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.gmail.com ให้ใส่ ชื่อบัญชี และรหัสผ่าน เหมือนคราวการสร้างจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แล้วกด “เข้าสู่ระบบ”
      2. ระบบจะเปิดพื้นที่ ที่รับจดหมายให้ทราบว่า มีผู้ใดส่งอีเมลมาถึงท่านบ้าง หากต้องการดูรายละเอียดก็สามารถคลิกตรงข้อผู้ส่ง หรือข้อความที่ส่ง ในกรณีที่ท่านต้องการส่งจดหมาย ให้คลิกที่ เขียนจดหมาย จะปรากฏภาพด้านล่าง
      3. หน้าช่อง “ถึง” ให้ท่านกรอกชื่อโดเมนเนมของผู้รับที่ท่านต้องการส่งถึง หน้าช่อง หัวเรื่องให้ท่านกรอก หัวเรื่องที่ต้องการสื่อสาร และช่องว่างข้างล่าง เป็นพื้นที่ในการที่จะพิมพ์ข้อมูลที่ต้องการสื่อสาร เมื่อตรวจทานความถูกต้องเรียบร้อยแล้วก็สามารถกด “ส่ง” ด้านล่าง ข้อมูลก็จะถูกส่งไปเก็บไว้ในอีเมลของผู้รับ
      4. ท่านสามารถตั้งค่า เพื่อให้ผู้รับทราบว่าท่านเป็นใครได้ โดยคลิกที่ การตั้งค่า ด้านบน 5. เมื่อกรอกข้อมูลต่างๆ เรียบร้อยแล้วให้กด “บันทึกการเปลี่ยนแปลง” ค่าที่ตั้งทั้งหมดจะถูกแนบท้ายจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้ส่ง (ท่านสามารถใส่ชื่อเว็บไซต์เพื่อเป็นการแนะนำลูกค้าได้ในช่องตั้งค่า)

องค์ประกอบภายในกล่องจดหมาย

เมนูหลังประกอบด้วย4เมนู ดังนี้
1.Inbox กล่องจดหมาย
2.Sent กล่องจดหมายออก
3.Draft กล่องเก็บสำเนาจดหมาย
4.Trash ถังขยะ
การอ่านจดหมาย




เมื่อคุณเริ่มส่งจดหมาย ก็เป็นธรรมดาที่คุณจะได้รับจดหมายตอบกลับมาบ้าง ตอนนี้เรามาดูกันว่า คุณจะต้องทำอย่างไรเมื่อคุณต้องการเช็คและอ่านจดหมายของคุณ one ขั้นแรกเข้าไปที่เว็บไซด์ของผู้ให้บริการก่อน แล้ว login ซึ่งการ login ก็ ไม่ยากไม่เย็นเลยแนะนำไว้ให้แล้วจ๊ะ เมื่อคุณ login เรียบร้อยแล้ว คุณจะเข้าสู่ส่วนของ inbox หรือในที่รับจดหมายนั่นเอง แต่ถ้า login ไป แล้วยังไม่เข้าสู่ส่วน inbox ให้คลิ้กที่ inbox อีกครั้งหนึ่ง









two คราวนี้คุณก็จะเห็นจดหมายของคุณเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ โดยจะแสดงชื่อผู้ส่ง หัวข้อจดหมาย วันที่และเวลาที่ส่ง หรืออาจจะมีขนาดของจดหมายแสดงอยู่ด้วยในบางที three คุณก็เข้าไปคลิ้กตรงรายชื่อผู้ที่ส่งจดหมายมาให้คุณ รอสักครู่ เท่านี้หน้าต่างก็จะปรากฏตัวจดหมายให้คุณอ่านได้อย่างสบายตา ถ้ามีจดหมายหลายฉบับแล้วคุณต้องการอ่านเรียงกันไปโดยไม่เลือกว่าจะอ่านจดหมายฉบับไหนก่อน ก็ให้คลิ้กที่ next เพื่อเปิดจดหมายฉบับต่อไปขึ้นมาอ่าน แต่ถ้าคุณจะเลือกอ่านบางฉบับให้ คลิ้ก close เพื่อกลับสู่หน้า inbox แล้วเลือกคลิ้กจดหมายที่คุณต้องการอ่านด้วยตัวเอง

การตอบกลับไปยังผู้ส่งหรือผู้รับอื่นๆ

คุณสามารถตอบกลับไปยังผู้ส่งข้อความเท่านั้น หรือกลุ่มบุคคลที่ปรากฏบนบรรทัด ถึง และ สำเนาถึง ได้ นอกจากนั้นคุณยังสามารถเพิ่มผู้รับใหม่ได้อีกด้วย
  1. บนแท็บ หน้าแรก หรือ ข้อความ ในกลุ่ม ตอบกลับ ให้คลิก ตอบกลับ หรือ ตอบกลับทั้งหมด
หมายเหตุ ชื่อของแท็บขึ้นจะอยู่กับว่าข้อความนั้นถูกเลือกจากรายการข้อความ หรือเปิดขึ้นจากภายในหน้าต่างของตัวข้อความเอง
เมื่อต้องการเอาชื่อออกจากบรรทัด ถึง และ สำเนาถึง ให้คลิกที่ชื่อแล้วกด DELETE เมื่อต้องการเพิ่มผู้รับ ให้คลิกในกล่อง ถึง สำเนาถึง หรือ สำเนาลับถึง แล้วใส่ผู้รับ
สำเนาถึง หรือในภาษาอังกฤษว่า cc ซึ่งย่อมาจาก Carbon Copy ถ้าคุณเพิ่มผู้รับลงในกล่องนี้ในข้อความอีเมล Outlook สำเนาของข้อความจะถูกส่งถึงผู้รับรายนั้น โดยชื่อผู้รับนั้นจะปรากฎให้ผู้รับข้อความรายอื่นๆ เห็นด้วย
สำเนาลับถึง หรือในภาษาอังกฤษว่า bcc ซึ่งย่อมาจาก Blind Carbon Copy ถ้าคุณเพิ่มผู้รับลงในกล่องนี้ในข้อความอีเมล สำเนาของข้อความจะถูกส่งถึงผู้รับรายนั้น แต่ชื่อผู้รับนั้นจะไม่ปรากฏให้ผู้รับข้อความรายอื่นเห็น ถ้าคุณมองไม่เห็นกล่อง สำเนาลับถึง เมื่อคุณสร้างข้อความ คุณสามารถเพิ่มเข้าไปได้ด้วยการคลิกที่แท็บ ตัวเลือก แล้วในกลุ่ม แสดงเขตข้อมูล ให้คลิก สำเนาลับถึง

  1. เรียบเรียงข้อความของคุณ
  2. คลิก ส่ง
เคล็ดลับ โปรดใช้ความระมัดระวังเมื่อคุณคลิก ตอบกลับทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อมีรายการแจกจ่ายหรือผู้รับเป็นจำนวนมากในการตอบกลับของคุณ โดยปกติแล้ว การใช้ ตอบกลับ แล้วเพิ่มเฉพาะผู้รับที่จำเป็น หรือใช้ ตอบกลับทั้งหมด แต่เอาผู้รับและรายการแจกจ่ายที่ไม่จำเป็นออกจึงเป็นการดีกว่า

ส่งต่อข้อความ

เมื่อคุณส่งต่อข้อความ ข้อความนั้นจะรวมสิ่งที่แนบมาใดๆ ที่มากับข้อความดั้งเดิมด้วย เมื่อต้องการแนบสิ่งที่แนบมาเพิ่มเติม ให้ดูที่การแนบแฟ้มหรือรายการอื่นไปกับข้อความอีเมล
  1. บนแท็บ หน้าแรก หรือ ข้อความ ในกลุ่ม ตอบกลับ ให้คลิก ส่งต่อ
หมายเหตุ ชื่อของแท็บขึ้นจะอยู่กับว่าข้อความนั้นถูกเลือกจากรายการข้อความ หรือเปิดขึ้นจากภายในหน้าต่างของตัวข้อความเอง
  1. ใส่ผู้รับในกล่อง ถึง สำเนาถึง หรือ สำเนาลับถึง
สำเนาถึง หรือในภาษาอังกฤษว่า cc ซึ่งย่อมาจาก Carbon Copy ถ้าคุณเพิ่มผู้รับลงในกล่องนี้ในข้อความอีเมล Outlook สำเนาของข้อความจะถูกส่งถึงผู้รับรายนั้น โดยชื่อผู้รับนั้นจะปรากฎให้ผู้รับข้อความรายอื่นๆ เห็นด้วย
สำเนาลับถึง หรือในภาษาอังกฤษว่า bcc ซึ่งย่อมาจาก Blind Carbon Copy ถ้าคุณเพิ่มผู้รับลงในกล่องนี้ในข้อความอีเมล สำเนาของข้อความจะถูกส่งถึงผู้รับรายนั้น แต่ชื่อผู้รับนั้นจะไม่ปรากฏให้ผู้รับข้อความรายอื่นเห็น ถ้าคุณมองไม่เห็นกล่อง สำเนาลับถึง เมื่อคุณสร้างข้อความ คุณสามารถเพิ่มเข้าไปได้ด้วยการคลิกที่แท็บ ตัวเลือก แล้วในกลุ่ม แสดงเขตข้อมูล ให้คลิก สำเนาลับถึง

  1. เรียบเรียงข้อความของคุณ
  2. คลิก ส่ง
เคล็ดลับ ถ้าคุณต้องการส่งต่อข้อความตั้งแต่สองข้อความขึ้นไปให้กับผู้รับรายเดียวกันโดยต้องการรวมเป็นข้อความเดียว ใน จดหมาย ให้คลิกข้อความใดข้อความหนึ่ง จากนั้นกด CTRL แล้วคลิกข้อความเพิ่มเติมแต่ละข้อความ บนแท็บ หน้าแรก ในกลุ่ม ตอบกลับ ให้คลิก ส่งต่อ ข้อความแต่ละข้อความก็จะถูกส่งต่อโดยเป็นสิ่งที่แนบมาในข้อความใหม่

วิธีลบอีเมลล์ Hotmail



1. พอล็อกอินเข้าเมลล์แล้วนะคับให้คลิกที่ หน้าแรก
2. จากนั้นให้ไปคลิกที่ “บัญชี” แล้วจากนั้นจะให้ใส่รหัสผ่านอีกครั้งครับ เพื่อแก้ไขข้อมูล
1
3. พอใส่รหัสผ่านเสร็จแล้วจะเข้าหน้าต่าง ประมาณนี้คับให้คลิกที่ “การตั้งค่า”2
4. จากนั้นนะคับให้คลิกที่ “ปิดบัญชี” ตรงเมนูด้านขวามือ 3
5. จากนั้นจะให้เรายืนยันว่าต้องการลบเมลล์ ให้ใส่รหัสผ่านยืนยันอีกครั้ง พอใส่รหัสผ่านเสร็จคลิก “ใช่” ถ้าขึ้นแสดงหน้าต่างเหมือนกับรูปข้างนี้นี้นะคับ ให้คลิกตรง “ปิดบัญชี Microsoft ของคุณ” (พอดีว่าผมมีเมลล์อื่นอยู่ที่ใช้ Account เดียวกันอยู่เลยขึ้นแบบนี้ หรือเปล่า ผมคิดเอาเอง) 4
6. ถ้าคลิกตรง “ปิดบัญชี Microsoft ของคุณ” มันจะขึ้นหน้าต่างให้ยืนยันการปิดบัญชีคับ 5
7. หลังจากนั้นจะขึ้นหน้าต่างแจ้งว่าได้ปิดบัญชีไปแล้วคับ
clip_image020
** เท่านี้เราก็ยกเลิกอีเมลล์ของ Hotmail ได้แล้วคับ อีกอย่างนะคับ ถ้ามีการล็อกอินเข้าเมลล์นี้อีกครั้งในระหว่าง 120 วันจากที่ลบเมลล์นี้ไปอีกครั้ง จะเป็นการกลับไปใช้เหมือนเดิม เพราะฉนั้นถ้าลบเมลล์ไปแล้วอย่าล็อกอินเข้าอีก ถึงจะเกิน 120 วันถ้ายังไม่มีใครสมัครเมลล์โดยใช้ชื่อเมลล์นี้ พอเราล็อกอินเข้าก็จะกลับเป็นการเข้าใช้ใหม่อีกครั้งเหมือนกัน (งงปะคับ) เอาเป็นว่า ถ้ายกเลิกเมลล์ไปแล้ว อย่าล็อกอินเข้าอีก ก็พอ ส่วนข้อมูล เมลล์และ ที่อยู่อีเมลล์ต่าง ๆ จะถูกลบไปเองคับ ไม่ต้องห่วง

ขั้นตอนที่ 1 เข้าอินเตอร์เน็ต ตามนี้ https://windowslivehelp.com/PasswordReset.aspx
ขั้นตอนที่ 2 อ่านรายละเอียด แล้วคลิก "ปุ่มดำเนินการต่อ" เพื่อดำเนินการต่อ ( มี 2 Page )
ขั้นตอนที่ 3 พิมพ์อีเมล์ที่ต้องการกู้คืน แล้วคลิก "ปุ่มดำเนินการต่อ"
ขั้นตอนที่ 4 จะมีคำถามให้กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวคุณ (เพื่อยืนยันว่าคุณคือเจ้าของอีเมล์จริงๆ) พยายามตอบให้ได้มากที่สุด เช่น
  • ชื่อเต็ม (ต้องเป็นชื่อที่คุณใช้สมัครอีเมล์ : เพราะมีหลายท่านไม่ใช้ชื่อจริง)
  • วันเดือนปีเกิด
  • IP Adress ของเครื่องที่คุณใช้งานอีเมล์นั้นเป็นประจำ
  • อีเมล์สำรอง (ต้องมีอีเมล์อื่นที่คุณสามารถใช้ได้ในตอนนี้ Hotmail จะติดต่อคุณผ่านอีเมล์นี้)
  • วันล่าสุดที่คุณเข้าใช้อีเมล์ได้
  • ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่คุณใช้
  • ชื่อของโฟลเดอร์ที่คุณสร้างไว้
  • ชื่อของรายชื่อในสมุดที่คุณบันทึกไว้ (สามารถบอกชื่ออีเมล์ต่างๆ ที่คุณบันทึกไว้)
  • เรื่องของจดหมายเก่าๆ ที่อยู่ในกล่องจดหมายของคุณ
  • ชื่อที่ใช้ในการติดต่อ MSN
  • ในกรณีที่ผู้ใดซื้อบริการพิเศษเพิ่มเติมจากการให้ บริการของ Hotmail จะมี ให้กรอกวันหมดอายุของบัตรเครดิตที่คุณเคยใช้ จ่ายเงินให้Hotmail หรือ เลขท้าย 4 ตัวของบัตร
ขั้นตอนที่ 5 เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จแล้ว จะมีหน้าบอกรหัส(พิน) ต้องจำเลขรหัสให้ดี เพราะจะบอกแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว
ขั้นตอนที่ 6 ใบที่ห้องสนทนากับHotmail ด้วย
https://windowslivehelp.com/LiveIDTempAuth.aspx?id=98ee8e85-17b9-4940-ac22-d7224b1de20a
ขั้นตอนที่ 7 คลิกเข้าไปแล้วจะพบห้องสนทนา สามารถพิมพ์รายละเอียดเพิ่มเติม (สิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าคุณเป็นเจ้าของเมล์ เช่น มีอัลบั้มรูปชื่ออะไรบ้าง สร้างกรุ๊ปเมล์อะไรไว้บ้าง)
ขั้นตอนที่ 8 รอเจ้าหน้าที่ Hotmail ตอบ (ภายใน 24 ชม.) เราสามารถเข้ามาตรวจคำตอบของเจ้าหน้าที่ด้วยวิธี ตามขั้นตอนที่ 6 คือ เข้าไปในห้องสนทนา ด้วยรหัส(พิน) ที่เคยได้รับ (ดังนั้นต้องจำพิน ตามขั้นตอนที่ 5 ให้ได้)
ทำตามนี้ก็ได้อีเมล์กลับมาใช้ได้เหมือนเดิมค่ะ
Hotmail ตอบในห้องสนทนาว่า ให้ลองเข้าเมล์อีกครั้ง
พอลองเข้าเมล์ ก็จะมีแจ้งว่ากรุณาเปลี่ยนรหัสใหม่ (และแนะนำเราว่าควรเปลี่ยนทุก 72 วัน) เราก็พิมพ์รหัสใหม่ตามต้องการ พิมพ์รหัสยืนย้ำซ้ำอีกครั้ง ก็จะกลับไปที่หน้าล๊อกอินเข้าเมล์เหมือนเดิม คราวนี้เข้าอีเมล์ด้วยรหัสใหม่(ที่ตั้งขึ้นใหม่ตะกี้)
ก็จะสามารถเข้าอีเมล์ได้....ข้อมูลทุกอย่างกลับมาเหมือน เดิม ไม่มีอะไรหายไปเลยค่ะ มีแต่จดหมายที่ไม่ได้อ่านเกือบห้าร้อยกว่าฉบับ..บ..บ...5555+
-------------------
จดหมายชี้แจงจาก Hotmail
เรียนผู้ใช้บริการ Hotmail ทุกท่าน

สืบเนื่องจากปัญหาที่ท่านแจ้งมาเกี่ยวกับการล็อกอินเข้าใช้อีเมลของท่านใน Hotmail เราขอแจ้งให้ท่านทราบเกี่ยวกับปัญหาและวิธีการแก้ไขดังต่อไปนี้

สถานการณ์
ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนโดยประมาณ ทีมงาน Windows Live ได้เริ่มต้นขั้นตอนการป้องกันอีเมลสแปม โดยส่งอีเมลแจ้งให้ลูกค้าเปลี่ยนแปลงรหัสผ่านและทำงานร่วมกับเจ้าของอีเม ลที่โดนเจาะข้อมูลเพื่อคืนสิทธิการใช้งานที่ถูกต้องให้แก่ผู้ใช้งานที่ได้ รับผลกระทบ การกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อต้องการกำจัดอีเมลสแปมที่ก่อปัญหาให้แก่ผู้ใช้ บริการอีเมลของ Hotmail เพราะหลายท่านยังไม่ทราบว่าอีเมลของตนเองโดนคุกคามแล้ว เราได้ประกาศแจ้งเกี่ยวกับมาตรการข้างต้นนี้ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน นี้เวลา 10:00 ที่ http://Microsoftontheissues.com


จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ
จากความพยายามที่ผ่านมา เราพบว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ มีอีเมลที่ได้รับผลกระทบในจำนวนไม่ถึง 1% ของจำนวนผู้ใช้ Hotmail ทั้งหมดทั่วโลก ซี่งทำให้เกิดกรณี เช่นการเข้าสู่ Hotmail โดยใช้รหัสผ่านเดิมไม่ได้

การแก้ไข
สำหรับท่านที่เข้าใช้บริการของ Hotmail ไม่ได้ โปรดแจ้งปัญหาการใช้งานของท่านไปที่ลิงค์ตามคำแนะนำที่แนบ และจากนั้นทีมงานสนับสนุนจะเข้าช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของท่านภายใน 48 ชั่วโมง




รหัสสืบค้นแหล่งข้อมูล

รหัสสืบค้นข้อมูลแบบเครือข่ายใยแมงมุม (Wold Wide Web : WWW)

                      เป็นการสื่อสารที่เติบโตเร็วที่สุดในอินเตอร์เน็ต ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือง่ายต่อการใช้งานและสามารถนำเสนอข้อมูลกราฟิกได้ การใช้ World Wide Web เปรียบเสมือนการเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดโดยหนังสือที่มีให้อ่านจะสมบูรณ์มากกว่าหนังสือทั่วไป เพราะสามารถฟังเสียงและดูภาพเคลื่อนไหวประกอบได้ นอกจากนี้ยังสามารถโต้ตอบกับผู้อ่านได้ด้วย ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือข้อมูลต่าง ๆ จะมีการเชื่อมโยงถึงกันได้ด้วยคุณสมบัติของ HyperText Link
  WWW คืออะไร การใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ WWW (World Wide Web) เป็นเครื่องมือในการ
ให้บริการข้อมูลข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตที่ใช้ได้ง่าย สามารถชมได้ทั้งภาพนิ่ง เสียง VDO แม้แต่ส่ง Pager หรือจะสั่ง Pizza ก็ได้ในปัจจุบันมีโปรแกรมในลักษณะของ WWW อยู่หลายตัวและหลายเวอร์ชั่นมากมาย แต่ละตัวจะเหมาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์หลากหลายชนิด โปรแกรมที่จะพาผู้ใช้เข้าถึงบริการในลักษณะของ WWW เรียกว่า "บราวเซอร์" (Browser) ตามลักษณะของการใช้บริการดังกล่าวที่ดูเสมือนการเปิดหนังสือดู ไปทีละหน้า เหมือนการใช้ Online Help นั่นเอง


การเชื่อมโยงข้อมูล(Link)
การเชื่อมโยงข้อมูล (link)
จากการที่อินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางอยู่ทั่วโลกนั่น เป็นผลมาจากความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล (link) จากข้อมูลหนึ่งไปยังอีกข้อมูลหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถเชื่อมโยงข้อความได้ทั้งจากภายในแฟ้มเอกสารข้อมูลของภายใน และแฟ้มเอกสารข้อมูลภายนอก
ข้อความที่ใช้เป็นตัวเชื่อมโยงข้อมูลนั้น จะมีตัวอักษรเป็นสีน้ำเงิน (หรือสีอื่นตามแต่ที่ผู้สร้างกำหนดขึ้นมา) เมื่อเลื่อนเมาส์ไปชี้ที่ข้อความซึ่งมีการเชื่อมโยง รูปแบบของตัวชี้จะเปลี่ยนจาก สัญลักษณ์ลูกศรไปเป็นรูปมือแทน
ประเภทของการเชื่อมโยง ใน HTML แบ่งการเชื่อมโยงออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
  • การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์
  • การเชื่อมโยงนอกเว็บไซต์
  • ตำแหน่งสำหรับคลิกเพื่อทำการเชื่อมโยงข้อมูล จะเรียกว่าจุดเชื่อมโยง หรือจุด Link ซึ่งใช้ได้ทั้งตัวอักษร ข้อความ หรือรูปภาพ
    คำสั่งที่ใช้เชื่อมโยงข้อมูล คือ
    <a href=" ชื่อไฟล์ หรือ URL" >ข้อความหรือรูปภาพที่จุด Link</a>
    Attribute ที่ใช้ร่วมกับการสร้าง Link ซึ่งจะต้องนำมาวางต่อจากคำสั่งสร้าง link และใช้คำสั่ง target=คุณสมบัติด้านล่าง เช่น
    <a href=" ชื่อไฟล์" target=_blank>ข้อความหรือรูปภาพที่จุด Link</a>

    _blank = เปิดหน้าเอกสารใหม่โดยที่หน้าเดิมยังคงอยู่
    _self = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไปบางส่วน หากว่าใช้กับ เฟรม
    _parent = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไป
    _top = เปิด file ที่หน้าเดิมโดยจะไปด้านบนสุดของหน้าเว็บเพจ

    โดเมนเนม (Domain Name)

    โดเมนเนม ความหมายโดยทั่วๆ ไป หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่าย
    ทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบโดเมนเนมซีสเทม ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที
    โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง
    เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร

    โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ

    ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
      1.  โดเมน 2 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
      2.  โดเมน 3 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ


    โดนเมนเนม 2 ระดับ
    จะประกอบด้วย  www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น www.b2ccreation.com
    ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้

        * .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
        * .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
        * .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
        * .edu คือ สถาบันการศึกษา
        * .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
        * .mil คือ องค์กรทางทหาร
      
    โดนเมนเนม 3 ระดับ  
    จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น www.kmitnb.ac.th, www.nectec.or.th, www.google.co.th

    ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ

        * .co คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
        * .ac คือ สถาบันการศึกษา
        * .go คือ องค์กรของรัฐบาล
        * .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
        * .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร

    ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร

        * .th   คือ ประเทศไทย
        * .cn  คือ ประเทศจีน
        * .uk  คือ ประเทศอังกฤษ
        * .jp   คือ ประเทศญี่ปุ่น
        * .au  คือ ประเทศออสเตรเลีย
      

    โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือ
    กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่น Google Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเรา

    หลังจากจดโดนเมนเนมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดมานั้นก็คือ โฮสติ้ง (Hosting) หรือ ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรานั้นเอง ซึ่งโฮสติ้งแต่ละที่จะมี DNS หรือ Name Server ที่ทางผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะเป็นคนกำหนดและแจ้งให้เราทราบเพื่อเอาไปใส่ให้โดมเมเนมของเรา
    เช่น DNS ของ B2C Creation จะมีชื่อว่า NS1.B2CCREATION.COM และ NS2.B2CCREATION.COM ซึ่งคุณไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
    เพราะถ้าคุณ
    จด Domain Nameและใช้บริการโฮสติ้งกับผู้ให้บริการคนเดียวกันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ หรือแม้ว่าจะเป็นคนละคนกัน เพียงแค่นำ DNS ที่ได้ ไประบุให้กับโดเมนเนมนั้นตามที่ได้อธิบายไปแล้ว

    หมายเลขประจำเครื่อง (IP Address)

    หมายเลขประจำเครื่อง ( IP address)
            
                หมายเลขประจำเครื่อง  หรือที่อยู่(address) ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแต่ละคน จะมีที่อยู่ประจำเครื่อง ซึ่งกำหนดเป็นตัวเลขระบุตำแหน่ง เช่น 202.44.202.22 เป็นต้น แต่ระบบตัวเลขนี้จะสามารถจดจำได้ยาก และไม่สื่อความหมายต่อผู้ใช้ ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นระบบตั้งชื่อที่ง่ายต่อการจดจำและสื่อให้เข้ากับงานเรียกว่า
    DNS(Domain Name System)  โดยเรียงลำดับความสำคัญ ของชื่อจากขวาไปซ้าย เช่น
    1202.244.3202.422
    1www.2tu.3ac.4th
    1. www มาจาก World Wide Web
    2.  tu
    มาจาก Thammasat University
    3.  ac
    มาจาก Academic (ด้านวิชาการ)
    4. th มาจาก thailand (ชื่แประเทศ)
    หลักในการตั้ง DNS มีหลักการดังนี้
    • ชื่อทางขวาสุดจะบอกชื่อประเทศ เช่น th-ประเทศไทย ,uk-ประเทศอังกฤษ , ca-ประเทศแคนาดา
    • ลำดับถัดจากชื่อประเทศเป็นลักษณะการดำเนินงานขององค์กร คือcom = Commercial =  ใช้ในกิจการธุรกิจการค้า บริษัท ห้างร้าน
      edu = Education     =  ใช้ในสถาบันการศึกษา
      gov = Government =   ใช้ในหน่วยงานราชการ
    • ลำดับถัดมาจากขวา เช่น
              ac   = Academic        =   สถาบันการศึกษา
              co   = Commercial     =   องศ์กรภาคเอกชน
              go   = Government    =   หน่วยงานราชการ
              or    = Organization    =   องศ์กรรัฐวิสาหกิจ
              net  = Network            =  องศ์กรที่ให้บริการระบบเครือข่าย

    บทที่ 5 เครือข่ายใยแมงมุม

    เครือข่ายใยแมงมุม

    เครือข่ายใยแมงมุม หรือ WWW (World Wide Web)
    หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "เว็บ"

                    เวิลด์ ไวด์ เว็บ เป็นบริการหนึ่งที่อยู่บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การพัฒนาของเครือข่าย
    ใยแมงมุม ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านมัลติมีเดีย
    ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความมหัศจรรย์ให้กับการศึกษาในโลกไร้พรมแดน และกลายเป็นแหล่งทรัพยากร
    ของกระบวนการเรียนการสอนที่สนองต่อกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดียิ่ง
                    เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีผู้สนใจใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่มากนัก เนื่องจากการใช้บริการ อินเทอร์เน็ต
    ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข่าวสารข้อมูล การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสำเนา แฟ้มข้อมูล ฯลฯ จะอยู่ในรูปแบบ
    ของตัวอักษร (Text Mode)เท่านั้น ไม่มีการแสดงที่เป็นรูปภาพ เสียง ภาพยนตร์ และไม่มีอักษรแบบต่าง ๆ ปรากฎ
    ให้เห็นแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ใช้จะต้องเรียนรู้การใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น ต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้น
    ของยูนิกซ์ (UNIX) เนื่องจากเมื่อจะมีการเรียกใช้งานอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ จะอยู่ภายใต้ระบบ
    ปฏิบัติการยูนิกซ์ ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ เพื่อทำการป้อนคำสั่งที่เป็นตัวอักษรด้วยตัวเอง
                    จนกระทั่งมีบริการที่เรียกว่า World Wide Web (WWW) หรือ เครือข่ายใยแมงมุมเกิดขึ้นทำให้
    ความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตสูงขึ้น เนื่องจาก WWW เป็นบริการหนึ่งที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก
    ผู้ใช้ไม่ต้องจำคำสั่งของยูนิกซ์อีกต่อไป การอ่านและค้นหาข้อมูลสามารถกระทำได้เพียงแต่กดปุ่มเมาส์เพียงอย่างเดียว
    เท่านั้น
                    การที่จะใช้บริการ WWW ได้นั้นจำเป็นจะต้อง มีส่วนประกอบ 2 ส่วน ดังนี้
                    1. แหล่งข้อมูล หรือเว็บไซต์ (Web Site)
                  2.
    โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)

    แหล่งข้อมูล หรือ เว็บไซต์            คือระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บเว็บเพจ ที่ผู้ใช้บริการสามารถเรียกดูเว็บเพจที่ เก็บอยู่ใน
    เว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บไซต์อาจจะใช้ระบบปฏิบัติ
                        เว็บเพจเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็ก (Hypertext document) เก็บอยู่ที่เว็บไซต์ต่าง ๆ
    ในรูปของแฟ้ม ข้อมูลที่มักจะสร้างขึ้นด้การ ยูนิกซ์ (UNIX) หรือ
    วินโดวส์เอนที (Windows NT) ก็ได้ ผู้เป็นเจ้าขอเว็บไซต์จะจัดสร้างเว็บเพจ ของตนเก็บไว้ที่เว็บไซต์เพื่อให้
    ผู้ใช้คนอื่นทั่วโลก สามารถเข้ามาดูเว็บเพจที่เก็บไว้ในเว็บไซต์นั้นได้ เช่นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
    จะเก็บอยู่ที่เว็บไซต์
    http://ww.swu.ac.th   เขียนด้วยภาษา HTML (Hypertext Markup Language)
    โดยมีนามสกุลเป็น htm หรือ html
    โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)                    เป็นโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ ในการเข้าสู่ WWW และเปิดดูเว็บเพจ ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลนั้น
    ขึ้นมาแสดง ได้โดยใช้โปรแกรม ประเภท Web Browser เช่น Netscape หรือ Internet Explorer
    เว็บเพจที่เป็นหน้าแรก ของเว็บเพจ นิยมเรียกกันว่า "โฮมเพจ" (Home Page)
                    การเข้าถึงเว็บเพจใดๆ นั้นผู้ใช้จะต้องทราบตำแหน่งที่อยู่ของเพจนั้น ๆ บนเว็บเสียก่อน
    ตำแหน่งที่อยู่ เหล่านี้ เรียกว่า URL (Uniform Resource Locators) ตัวอย่างของ URL ได้แก่
    http://www.swu.ac.th        URL ที่เป็นโฮมเพจของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
    http://www.tv5.co.th         URL ที่เป็นโฮมเพจของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง5
    http://www.nectec.or.th     URL ที่เป็นโฮมเพจของ NECTEC
    http://www.yahoo.com      URL ที่เป็นโฮมเพจของ Yahoo
    http://www.srithai.com      URL ที่เป็นโฮมเพจของ  Srithai
    http://www.geocities.com/TheTropics/Paradise/2703    URL โฮมเพจฟรีของ Geocities

    การปรับแต่งโปรแกรม Internet Explorer

    การปรับแต่งโปรแกรม Internet Explorer

                โดยการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ คุณจะสามารถกลับไปยังสถานะแรกเริ่มเมื่อมีการติดตั้ง Internet Explorer เป็นครั้งแรกบนคอมพิวเตอร์ของคุณ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าหลังจากการติดตั้ง เมื่อคุณคืนค่าการตั้งค่าเริ่มต้นของ Internet Explorer บางเว็บเพจที่อิงอยู่กับ คุกกี้ ที่เก็บไว้ก่อนหน้า ข้อมูลฟอร์ม รหัสผ่าน หรือโปรแกรม Add-on ของเบราว์เซอร์ที่ติดตั้งไว้ก่อนหน้าอาจทำงานได้อย่างไม่ถูกต้อง การตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ให้เป็นการตั้งค่าเริ่มต้นจะไม่เป็นการลบรายการโปรด ตัวดึงข้อมูล และการตั้งค่าส่วนบุคคลอื่นๆ บางอย่าง ดูที่ตารางต่อไปนี้สำหรับรายการที่สมบูรณ์ของการตั้งค่าและข้อมูลทั้งหมดว่าได้มีการตั้งค่าใหม่หรือเก็บรักษาแล้วหรือไม่
    การตั้งค่า Internet Explorer ใหม่นั้นไม่สามารถเปลี่ยนกลับได้ หลังจากการตั้งค่าใหม่ การตั้งค่าก่อนหน้าทั้งหมดจะสูญหายไป และไม่สามารถกู้คืนได้ แทนที่จะตั้งค่าทุกอย่างใหม่ คุณอาจต้องการตั้งค่าใหม่เฉพาะบางค่าหรือลบประวัติเว็บเพจของคุณ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูที่การเชื่อมโยงซึ่งอยู่ท้ายหัวข้อนี้
    ในกรณีที่คุณได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้ติดตั้ง Windows ไว้แล้ว การตั้งค่าใดๆ ที่ผู้ผลิตได้ระบุไว้จะถูกนำมาใช้ใหม่อีกครั้ง การตั้งค่าเหล่านี้อาจรวมถึงโฮมเพจหรือตัวให้บริการการค้นหาเฉพาะ

    การตั้งค่า Internet Explorer ที่จะได้รับผลกระทบจากการตั้งค่าใหม่

    ตารางต่อไปนี้จะอธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการตั้งค่าต่างๆ เมื่อคุณตั้งค่า Internet Explorer ใหม่
    ประเภทการตั้งค่า รายการที่ได้รับผลกระทบ
    การตั้งค่าที่ถูกลบออก
    • ประวัติเบราว์เซอร์ แฟ้มอินเทอร์เน็ตชั่วคราว คุกกี้ ข้อมูลฟอร์ม และรหัสผ่านที่เก็บไว้
    • ข้อมูล URL ที่พิมพ์ไว้ เว็บเพจแบบออฟไลน์ ส่วนขยายเมนู
    • เว็บไซต์ที่เพิ่มลงในโซนอินทราเน็ต โซนที่เชื่อถือได้ หรือโซนที่ถูกจำกัด
    • เว็บไซต์ที่ถูกเพิ่มสำหรับการจัดการคุกกี้พิเศษภายใต้แท็บ 'ความเป็นส่วนตัว'
    • เว็บไซต์ที่ให้ใช้หน้าต่างแบบผุดขึ้นภายใต้การตั้งค่า 'ตัวบล็อกป็อปอัพ'
    • รายการที่ใช้บ่อยล่าสุดของ Explorer
    การตั้งค่าที่ถูกตั้งค่าใหม่เป็นค่าเริ่มต้นของ Windows หรือค่าเริ่มต้นของผู้ผลิต
    • โฮมเพจ (สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการสำรองข้อมูลแท็บ 'โฮมเพจ' โปรดดู การสำรองโฮมเพจหรือแท็บโฮมเพจ)
    • ตัวให้บริการการค้นหา, การตั้งค่าการเรียกดูแบบแท็บ
    • สี ภาษา แบบอักษร และการตั้งค่าการช่วยสำหรับการเข้าถึง (แท็บ 'ทั่วไป')
    • การตั้งค่าความปลอดภัยสำหรับทุกโซน (แท็บ 'ความปลอดภัย')
    • การตั้งค่าแท็บ 'ขั้นสูง'
    • การตั้งค่าแท็บ 'ความเป็นส่วนตัว'
    • การตั้งค่า 'ตัวบล็อกป็อปอัพ', 'การทำให้สมบูรณ์อัตโนมัติ', 'ตัวกรองฟิชชิ่ง' และ 'การย่อ/ขยาย'
    • การตั้งค่าตั้งค่าหน้ากระดาษ แถบเครื่องมือ และขนาดข้อความ
    • การตั้งค่าตัวดึงข้อมูล (การซิงค์และการแจ้งเตือน ไม่ใช่ตัวดึงข้อมูลโดยตัวของมันเอง)
    • ตัวควบคุม ActiveX ที่ไม่อยู่ในรายการที่ได้รับอนุมัติล่วงหน้า (ตั้งค่าใหม่ให้เป็นสถานะยินยอมเข้าร่วม)
    • แถบเครื่องมือ วัตถุตัวช่วยเหลือเบราว์เซอร์ และโปรแกรมเสริมเบราว์เซอร์จะถูกปิดใช้งาน
    การตั้งค่าและรายการที่มีการเก็บรักษา
    • รายการโปรด
    • ตัวดึงข้อมูล
    • การตั้งค่า 'ตัวให้คำแนะนำเนื้อหา'
    • ตัวควบคุม ActiveX ที่อนุมัติล่วงหน้า
    • การตั้งค่าเส้นทางแฟ้มอินเทอร์เน็ตชั่วคราว (แคช)
    • ข้อมูลใบรับรอง
    • โปรแกรมอินเทอร์เน็ต (อีเมล โปรแกรมส่งข้อความโต้ตอบแบบทันที และโปรแกรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ต)
    • การตั้งค่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต พร็อกซี และ VPN
    • การตั้งค่าเว็บเบราว์เซอร์เริ่มต้น
    • ไม่มีการคืนค่าแถบเครื่องมือ

    การตั้งค่า Internet Explorer ใหม่

    1. ให้ปิดหน้าต่าง Internet Explorer หรือหน้าต่าง Windows Explorer ที่กำลังเปิดอยู่
    2. เปิด Internet Explorer โดยการคลิกปุ่ม เริ่มรูปภาพของปุ่ม 'เริ่ม'แล้วคลิก Internet Explorer
    3. คลิกปุ่ม เครื่องมือ แล้วคลิก ตัวเลือกอินเทอร์เน็ต
    4. คลิกแท็บ ขั้นสูง แล้วคลิก ตั้งค่าใหม่
    5. ในกล่องโต้ตอบ ตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ ให้คลิก ตั้งค่าใหม่
    6. เมื่อ Internet Explorer เสร็จสิ้นการคืนค่าการตั้งค่าแล้ว ให้คลิก ปิด แล้วคลิก ตกลง แล้วคลิก ตกลง อีกครั้ง
    7. ปิด Internet Explorer
      การเปลี่ยนแปลงของคุณจะมีผลในครั้งถัดไปเมื่อคุณเปิด Internet Explorer
    หมายเหตุ

    หมายเหตุ

    • เมื่อคุณปิดหน้าต่างที่มองเห็นทั้งหมดแล้ว แต่ยังได้รับข้อความแสดงข้อผิดพลาดเมื่อพยายามทำการตั้งค่าใหม่ อาจเป็นไปได้ว่ามีการเรียกใช้โปรแกรมที่มองไม่เห็นก็เป็นได้ ให้เริ่ม Windows ใหม่ เปิด Internet Explorer และลองตั้งค่าใหม่อีกครั้ง
    • เมื่อต้องการสำรองข้อมูลโฮมเพจหรือชุดโฮมเพจก่อนที่จะตั้งค่าเริ่มต้น Internet Explorer ใหม่ ให้ดูที่ การสำรองโฮมเพจหรือแท็บโฮมเพจ
    • หากไม่สามารถตั้งค่าประเภทใดประเภทหนึ่งข้างต้นใหม่ได้ อาจเป็นเพราะ Internet Explorer ไม่สามารถเข้าถึงแฟ้มหรือการตั้งค่ารีจิสทรีได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสิทธิ์ด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ แฟ้มหรือการตั้งค่าถูกใช้โดยโปรแกรมอื่น หรือพื้นที่หน่วยความจำเหลือน้อย หรือมีการใช้ CPU มาก คุณสามารถใช้ Internet Explorer ต่อโดยไม่ต้องคืนค่าการตั้งค่าดังกล่าว หรือเริ่มการทำงานของคอมพิวเตอร์ใหม่และลองตั้งค่าใหม่อีกครั้ง
    • หากคุณกำลังใช้ Internet Explorer บนเซิร์ฟเวอร์ และปิดใช้งานคุณลักษณะการทำให้ปลอดภัยมากขึ้น (การตั้งค่าความปลอดภัยที่รัดกุมมากขึ้นสำหรับการใช้บนเซิร์ฟเวอร์) การตั้งค่าใหม่จะมีผลกับความปลอดภัยระดับไคลเอ็นต์ คุณต้องติดตั้งคุณลักษณะการทำให้ปลอดภัยมากขึ้นใหม่ หากต้องการเพิ่มระดับความปลอดภัย

    บทที่ 4 การใช้งานโปรแกรมเว็บเบราร์เซอร์

    การใช้งานโปรแกรม  Internet Explorer

    Internet Explorer(IE)
    สำหรับโปรแกรม Internet Explorer จะมีพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ซึ่งเมื่อได้ทำการติดตั้งระบบ Microsoft Windows เสร็จเรียบร้อยจะเห็นไอคอน (IE) บน Desktop
    สามารถเรียกใช้โปรแกรม โดยการคลิกที่ไอคอน Internet Explorer ด หรือ
    ส่วนประกอบของ IETitle : แสดงชื่อเว็บที่กำลังใช้งานอยู่ในขณะนั้น
    Manu Bar : แสดงเมนูคำสั่งต่าง ๆ สำหรับควบคุมโปรแกรม เช่น การ Save , Copy File , Print File รวมถึงการปรับตั้งค่าต่าง ๆ
    Toolbar : ประกอบไปด้วยปุ่มสำคัญต่าง ๆ โดยปุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ใช้แทนคำสั่งที่ใช้บ่อย ๆ ทำให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปในเมนู เพียงแต่คลิกที่ปุ่มเหล่านั้นแทนและเราสามารถเพิ่มหรือลบปุ่มได้

    Address : ส่วนนี้ให้กรอกชื่อ Address หรือ URL ของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะติดต่อ เช่น http:\\www.paktho.ac.th , http:\\trirong.paktho.ac.th
    Status Bar : ส่วนนี้แสดงสถานะการทำงานได้แก่ URL ที่กำลังใช้งานอยู่หรือคำอธิบายการทำงาน เป็นต้น

    • หลักการใช้งาน Internet Explorer สำหรับท่องเน็ตเบื้องต้น
      เมนู ปุ่ม และคำสั่งในเบื้องต้น



    หน้าที่ของปุ่มต่าง ๆ

    ปุ่ม Back ใช้สำหรับย้อนกลับไปหน้าที่ผ่านมาแล้ว
    ปุ่ม Forward ใช้สำหรับเปลี่ยนไปหน้าต่อไป (หลังจากที่ย้อนกลับมา)
    ปุ่ม Stop ใช้สำหรับหยุดการโหลดข้อมูลในหน้าเว็บเพจนั้น
    ปุ่ม Refresh ใช้สำหรับการเรียกโหลดข้อมูลหน้าเว็บเพจใหม่อีกครั้ง
    ปุ่ม Home ใช้สำหรับกลับไปหน้าแรกที่ตั้งไว้
    ปุ่ม Search ใช้สำหรับค้นหาเว็บไซต์
    ปุ่ม Favorites ใช้สำหรับเลือกเว็บไซต์จาก Favorites หรือ Book Mark
    ปุ่ม History ใช้สำหรับการย้อนกลับไปดูเว็บไซต์ที่เคยเข้าไปดูมาแล้ว
    ปุ่ม Mail ใช้สำหรับการ รับ-ส่ง อีเมล์
    ปุ่ม Print ใช้สำหรับการพิมพ์หน้าเว็บออกเครื่องพิมพ์
    ปุ่ม Edit ใช้สำหรับการแก้ไขหน้าเว็บเพจนั้น ๆ
    การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น
    การไปยัง Web site ที่ต้องการ พิมพ์ชื่อ web site ลงไปในช่อง Address การบันทึกเอกสารที่ต้องการ
    เมื่อต้องการบันทึกเอกสารที่อ่านอยู่ สามารถทำได้โดยการไปที่ File > Save As จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกว่าจะบันทึกแฟ้มข้อมูลไว้ที่ใดในเครื่องคอมพิวเตอร์
    การบันทึกรูปภาพที่ต้องการ
    เมื่อต้องการบันทึกรูปภาพ สามารถทำได้โดยการคลิกเมาส์ขวาที่รูปภาพ แล้วเลือก Save Picture As จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกว่าจะบันทึกแฟ้มข้อมูลไว้ที่ใดในเครื่องคอมพิวเตอร์

    การทำ Favorites คือการเก็บ Web Site ที่สนใจไว้ ครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องพิมพ์ชื่อสามารถกำหนด Web Site ที่สนใจเป็น favorites ของได้ โดยเมื่ออยู่ที่ Web Site นั้นๆ ให้เลือกที่ Favorites > Add to Favorites โปรแกรมจะทำการเพิ่มลงไปให้โดยอัตโนมัติ และคราวต่อไปสามารถเลือกที่ Favorites ได้โดยตรง

    1. การใช้งาน Favorites
      เมื่อต้องการไปที่ web site ที่ได้ทำ Favorites ไว้แล้ว สามารถทำได้โดยการกดที่ปุ่ม Favorites ซึ่งจะมีการแสดงรายชื่อ web site ปรากฏขึ้นให้เลือก
    2. การย้อนกลับ – ไปหน้าเอกสารถัดไป
      ทำได้โดยการกดปุ่ม Back เพื่อย้อนกลับไปยังเอกสารก่อนหน้า และสามารถกด Next เพื่อไปยังเอกสารหน้าต่อไปได้
    3. การให้แสดงเอกสารใหม่
      กดปุ่ม Refresh เพื่อให้ load เอกสารหน้านั้นใหม่อีกครั้ง
    4. หยุดการแสดงเอกสาร
      เมื่อต้องการหยุดการแสดงเอกสารในหน้าปัจจุบันที่กำลังทำการ load อยู่ ให้กดปุ่ม Stop โปรแกรมจะหยุดทำการ load เอกสารโดยทันที และจะแสดงข้อมูลบางส่วนของเอกสารเท่าที่ได้ load มาแล้วออกมา
    5. กลับไป Home
      กดปุ่ม Home เพื่อกลับไปแสดงเอกสารหน้าแรกสุด (Web site แรกทีเจอเมื่อเรียกโปรแกรมทำงาน)
    6. แสดงรายชื่อ web site ที่ได้ไปมา
      สามารถกดปุ่ม History เพื่อดูว่าได้มีการไปยัง web site ไหนมาแล้วบ้างได้ เมื่อมีการแสดงรายชื่อ web site ออกมา สามารถคลิกเพื่อให้โปรแกรมทำการ load เอกสารหน้านั้นๆมาใหม่ได้
    การปรับแต่งโปรแกรม Internet Explorer 

    เมื่อต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ให้ใช้วิธีการต่อไปนี้ในการ ใบสั่งที่ใช้ในการแสดง

    วิธีที่ 1: ล้างแคข้อมูลใน Internet Explorer

    เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือข้อผิดพลาด สาเหตุมาจากความเสียหาย ในแฟ้มชั่วคราวของอินเทอร์เน็ต หรือ ในที่อื่น ๆ แคช ข้อมูลที่ถูกใช้ โดย Internet Explorer คุณต้องล้างข้อมูลที่เก็บไว้ชั่วคราว เมื่อต้องการ ทำเช่นนี้ การทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

    Internet Explorer 7
    1. เปิด Internet Explorer 7
    2. คลิก เครื่องมือแล้ว คลิก ลบ ประวัติการเรียกดู.
    3. ใน ลบประวัติการเรียกดูคลิกลบทั้งหมด.
    4. คลิกเพื่อเลือก ลบแฟ้มและการตั้งค่า การจัดเก็บ โดยโปรแกรม add-on กล่องกาเครื่องหมาย จากนั้น คลิก ตกลง.
    Internet Explorer 8
    1. เปิด Internet Explorer 8
    2. คลิก ความปลอดภัยแล้ว คลิก ลบประวัติการเรียกดู.
    3. ในลบประวัติการเรียกดู พื้นที่ คลิก ลบ.
    แสดงแถบความคืบหน้าการเพื่อบ่งชี้ว่า การเรียกดู จะมีการล้างข้อมูลประวัติ หลังจากกระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์ ทดสอบทางอินเทอร์เน็ต Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ให้ลองวิธีที่ 2

    วิธีที่ 2: ตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยสำหรับ Internet Explorer ใหม่

    ถ้าคุณตั้งค่าคอนฟิกการตั้งค่าความปลอดภัยที่จะจำกัดเกินไป คุณอาจ ป้องกันไม่ให้ Internet Explorer แสดงเว็บไซต์บางเว็บไซต์ เมื่อต้องการตรวจสอบ ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากการตั้งค่าความปลอดภัยที่จำกัด overly ย้อนกลับไป การตั้งค่าความปลอดภัยเริ่มต้น เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
    1. เปิด Internet Explorer
    2. คลิก เครื่องมือแล้ว คลิกตัวเลือกอินเทอร์เน็ต.
    3. คลิก รักษาความปลอดภัย แท็บ
    4. คลิก การตั้งค่าใหม่เขตพื้นที่ทั้งหมดไปยังระดับเริ่มต้น, จากนั้น คลิก ตกลง.
    หลังจากที่คุณทำเช่นนี้ ทดสอบ Internet Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ลองวิธีที่ 3

    หมายเหตุ ถ้าวิธีการนี้ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ คุณสามารถคืนค่า Internet Explorer เพื่อให้ระดับการรักษาความปลอดภัยของก่อนหน้านี้

    วิธีที่ 3: เรียกใช้ Internet Explorer ในโหมด "ไม่มี Add-on"

    Add-on ของ Internet Explorer เช่นตัวควบคุม ActiveX และเบราว์เซอร์ ใช้แถบเครื่องมือ โดยบางเว็บไซต์เพื่อให้สามารถเรียกดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประสบการณ์การใช้งาน มีข้อผิดพลาดอาจเกิดขึ้น หาก add-on มีความเสียหาย หรือแอดออน ความขัดแย้งกับ Internet Explorer เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ข้อผิดพลาดที่เกิดจาก add-on เรียกใช้ Internet Explorer ในโหมด "ไม่มี Add-on" เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ปฏิบัติตาม ขั้นตอนเหล่านี้:
    1. คลิก เริ่มการทำงานจากนั้น พิมพ์Internet Explorer ในการ เริ่มต้นค้นหากล่อง
    2. คลิก Internet Explorer (ไม่มี Add-on). เปิด Internet Explorer โดยไม่มี add-on แถบเครื่องมือ หรือปลั๊กอิน
    3. ทดสอบ Internet Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ลองวิธีที่ 4
    ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ปัญหาเกิดจากรายใดรายหนึ่งของ add-on ซึ่งโดยทั่วไปจะโหลดพร้อมกับ Internet Explorer ในกรณีนี้ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวเลือกต่อไปนี้

    ตัวเลือกที่ 1: ตั้งค่า Internet Explorer

    การตั้งค่า Internet Explorer เพื่อแสดงการตั้งค่าคอนฟิกค่าเริ่มต้น นอกจากนี้ขั้นตอนนี้จะปิดใช้งานใด ๆ โปรแกรม add-on ปลั๊กอิน หรือแถบเครื่องมือที่มีการติดตั้ง ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็ว นั่นยังหมายถึง ว่า ถ้าคุณต้องการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวโปรแกรม add-on ในอนาคต พวกเขาต้องต้องติดตั้งใหม่ เมื่อต้องการตั้งค่าการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ ใช้วิธีที่ 4

    ตัวเลือกที่ 2: ใช้ตัวจัดการ Add-onเครื่องมือเพื่อดูว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของปัญหา

    ใช้เครื่องมือ Manage Add-ons ใน Internet Explorer แต่ละ add-on เพื่อดูว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาดที่ปิดใช้งานแต่ละรายการ เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

    Internet Explorer 7
    1. เปิด Internet Explorer 7
    2. คลิก เครื่องมือชี้ไปที่ จัดการ โปรแกรม add-onแล้ว คลิก เปิดหรือปิดใช้งาน Add-on.
    3. ในการ แสดง กล่อง การเลือก โปรแกรม add-on ที่ถูกใช้ โดย Internet Explorer เมื่อต้องการแสดง add-on ทั้งหมดที่ มีการติดตั้งบนคอมพิวเตอร์
    4. สำหรับแต่ละสินค้าในรายการนี้ ให้เลือก add-on จากนั้น คลิก ปิดการใช้งาน ภายใต้หัวข้อ การตั้งค่า.
    5. เมื่อคุณได้ปิดใช้งานรายการทั้งหมดในรายการนี้ คลิกตกลง.
    6. จบการทำงาน และเริ่มระบบของ Internet Explorer 7 ใหม่
    7. ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3
    8. คลิก เปิดการใช้งาน สำหรับเพียงอย่างเดียว add-on
    9. ทำซ้ำขั้นตอนที่ 6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใด ทำให้เกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
    Internet Explorer 8
    1. เปิด Internet Explorer 8
    2. คลิก เครื่องมือแล้ว คลิก จัดการ Add-on.
    3. บนเครื่อง แสดง เมนูแบบหล่นลง เลือก Add-on ทั้งหมด เมื่อต้องการแสดง add-on ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้บนคอมพิวเตอร์
    4. สำหรับแต่ละสินค้าในรายการนี้ เลือก add-on และคลิ กปิดการใช้งาน ในหน้าต่างรายละเอียด
    5. เมื่อคุณได้ปิดใช้งานรายการทั้งหมดในรายการนี้ คลิก ตกลง.
    6. จบการทำงาน และเริ่ม Internet Explorer ใหม่
    7. ถ้าปัญหาไม่เกิด ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3
    8. คลิกเปิดการใช้งาน สำหรับ add-on ตัวเดียว
    9. ทำซ้ำขั้นตอนที่ 6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
    หลังจากที่คุณได้ใช้กระบวนการนี้เพื่อกำหนดว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาด คุณสามารถปิดใช้งาน add-on นั้น หรือ คุณสามารถถอนการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งโปรแกรม add-on เรายังแนะนำให้ คุณติดต่อผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ที่ให้ add-on สำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและการสนับสนุนเพิ่มเติม

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม add-on ของ Internet Explorer ให้ดู บทความต่อไปนี้ในวิธีใช้ของ Windows:
    โปรแกรม add-on ของ Internet Explorer: คำถามที่ถามบ่อย(http://windowshelp.microsoft.com/Windows/en-US/Help/e85a03aa-c7c6-428e-9891-67ea76df9b7e1033.mspx)

    วิธีที่ 4: การตั้งค่าการตั้งค่า Internet Explorer

    เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือข้อผิดพลาด สาเหตุมาจากการตั้งค่าการตั้งค่าคอนฟิก การตั้งค่า Internet Explorer เป็นค่าเริ่มต้น การกำหนดค่า ซึ่งไม่อยู่ในสถานะเมื่อมีการติดตั้ง Windows Vista ไว้ตั้งแต่ต้นว่า

    เมื่อต้องการให้เราในการรีเซ็ตการตั้งค่า Internet Explorer ให้คุณ ไป "การตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉัน"ส่วน เมื่อต้องการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ ด้วยตัวคุณเอง ไป "ให้ฉันตั้งค่าใหม่ของ Internet Explorer เอง"ส่วน

    การตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉัน

    เมื่อต้องการตั้งค่าการตั้งค่าโดยอัตโนมัติ คลิก Internet Explorerการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ปุ่มหรือการเชื่อมโยง คลิกเรียกใช้ ในการ การดาวน์โหลดแฟ้ม โต้ตอบกล่อง และทำตามขั้นตอนในการแก้ไขอัตโนมัตินั้นตัวช่วยสร้าง

    .